รถประจำทางสาย25อันแสนแน่นราวกับปลากระป๋องบรรจุลังเตรียมส่งออกแถหัวพรืดเข้ามาจอดเทียบป้ายรถเมล์ต้นถนนเยาวราชในทันทีที่สิ้นเสียงออด  ผู้โดยสารกลุ่มใหญ่กรูกันลงมาจากประตูทั้ง2ด้านแล้วก็แยกย้ายกันปะปนไปกับฝูงชนที่เดินกันมืดฟ้ามัวดินประหนึ่งจะมีงานแจกของฟรี ยกเว้นชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนและกางเกงสแล็คสีขาวนวลที่ยังคงยืนกระสับกระส่ายอยู่ข้างๆป้ายรถเมล์ ใบหน้าเรียวได้รูปโดนบังไปกว่าครึ่งด้วยแว่นตาดำอันใหญ่ จะเห็นได้ก็แค่คิ้วเข้มที่พาดยาว สันจมูกโด่งได้รูปและริมฝีปากสีสดที่เม้มสนิทอย่างขัดใจ มือใหญ่ขาวอมชมพูอย่างชาวไทยเชื้อสายจีนเข้มข้นคว้ามือถือขึ้นมาจิ้มๆกดๆราวกับจะทำให้มันแหลกไปคามือ

                “เหวย...”

                เสียงทุ้มๆอ้อยอิ่งที่ดังมาตามสายทำให้ชายหนุ่มแทบเต้นด้วยความโมโห เสียงที่กรอกตอบกลับไปจึงแทบจะเป็นตะคอก

                “ยังจะมีหน้ามาเหวยอีกนะไอ้ฮวด! เอ็งนัดข้าไว้ที่ป้ายรถเมล์ตอน10โมงนะเว้ย! แหกตาดูนาฬิกาที่ข้อมือให้ชัดๆว่านี่มันปาเข้าไปกี่โมงแล้ว...”

            พูดยังไม่ทันจบประโยคชายหนุ่มก็โดนฝ่ามือลึกลับตบกระโหลกผัวะจนหัวคะมำไปเบื้องหน้า เมื่อหันกลับมาก็เจอเจ้าของฝ่ามือยืนยิ้มเผล่ให้พร้อมกับเอ่ยปนหัวเราะ

                “ข้าน่ะแหกตาดูแล้วโว้ยไอ้ต้วน! เอ็งน่ะสิที่ไม่รู้จักเบิกพระเนตรดูซะมั่งว่าข้ามายืนอยู่ข้างหลังเอ็งตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว

            อติลักษณ์หรือที่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เพื่อนว่าไอ้ต้วนตวัดสายตามองเพื่อนสนิทที่คบกันมายาวนานตั้งแต่สมัยอยู่ชั้นประถม พลางนึกอยากจะสะบั้นความเป็นมิตรขึ้นมาตะหงิดๆ

                “แล้วประทานโทษนะ... ไอ้คุณฮวด! เอ็งยืนอมเกือกเล่นอยู่รึไงวะถึงได้ไม่ทักข้าให้รู้ตัว ปล่อยให้ข้ายืนสรรเสริญเจริญพรเอ็งอยู่ได้”

                คุณฮวดผู้มีเรือนร่างค่อนไปทางเตี้ยล่ำแบบมะขามข้อเดียวหัวเราะเอิ้กอ้ากชอบใจพลางกระโดดหลบขายาวๆของเพื่อนเกลอที่กวาดมากะให้ใบหน้าแบบอาตี๋เต็มขั้นของเขาลงไปจูบแม่พระธรณีรับช่วงวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึง

                “น่าๆ! อะไรกันวะกลับมาจากอเมริกาได้ไม่ทันถึง24ชั่วโมงดันอารมณ์เหม็นบูดเพราะความร้อนไปซะแล้วเหรอ?”

                “ก็เอ็งลองมาโดนเตี่ยถีบลงจากรถเก๋งติดแอร์เย็นฉ่ำ พร้อมกับคำสั่งไปจ่ายเครื่องไหว้ง่วงเซียวโจ่ยจากย่านเยาวราชที่เอ็งไม่เคยเอาฝ่าเท้ามาสัมผัสกว่า20ปีดูมั่งเซ่

                มือใหญ่กระชากแว่นกันแดดที่สวมอยู่ลงมาเสียบกระเป๋าเสื้ออย่างหงุดหงิด แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยถูกโรคกับแสงแดดที่แผดจ้าของเมืองไทยนัก แต่ก็ยังไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดว่าเขาเป็นมาเฟียมาเดินจ่ายตลาดสดแถวนี้

                “หนอย! สั่งซื้อของคาวของหวานแล้วก็ผลไม้ชุดใหญ่ครบเซ็ท แต่ดันไม่ให้ตังค์มาซักแดง”

                คุณฮวดมองใบหน้าหล่อชนิดไม่ต้องเหลาของเพื่อนซี้แล้วก็ทำตาปริบๆ

                “บ่นมากจริงแฮะ! เอ็งก็เป็นถึงประธานบริษัทสาขาที่อเมริกายังจะมางกกับเตี่ยตัวเองอีก”

                “เรื่องของข้า! ปากมีไว้บ่นก้นมีไว้ผายลมเว้ย! อย่ามัวเรื่องมากรีบๆพาข้าไปซื้อของให้เสร็จๆไปซะที เย็นนี้จะได้ออกไปร่อนกัน”

                “แก่แล้วยังไม่เจียม...”

คนตัวเตี้ยกว่าแอบงึมงำกับตัวเอง แต่ก็เดินนำหน้าเพื่อนพาลัดเลาะเข้าตรอกซอกซอยไปยังตลาดเก่าแต่โดยดี

 

 

************

 

ภายในตลาดเก่าของเยาวราชเบียดเสียดยัดเยียดไปด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของเตรียมงานไหว้ครั้งที่2ของรอบปี หรือไหว้ง่วงเซียวโจ่ยกันอย่างคึกคัก เสียงตะโกนเลือกซื้อเครื่องไหว้ต่างๆดังจ้อกแจกจอแจไม่ผิดกับเมื่อสมัยที่เขาเคยมาเมื่อ20ปีก่อน

หลังจากพยายามแทรกคลื่นมหาชนเข้าไปเพียงชั่วครู่อติลักษณ์ก็ต้องยอมแพ้ ชายหนุ่มถอยกลับออกมายืนรออยู่บริเวณทางเข้าตลาด ส่งกระเป๋าสตางค์ให้เพื่อนซี้ผู้เติบโตมากับย่านนี้บุกตลุยเข้าไปเลือกซื้อของให้แทน โดยอ้างเหตุผลง่ายๆ

“ข้าต่อราคาไม่เก่งว่ะ ภาษาจีนก็ลืมไปหมดแล้วด้วยเดี๋ยวคุยกับคนขายไม่รู้เรื่อง”

“โอเคๆ เอ็งจะเอาชุดโหงวแซ, โหงวเปี้ย, แล้วก็โหงวก้วยใช่มั้ย?”

คุณฮวดหรือที่ชื่อจริงว่าสินทรัพย์ร่ายรายการของไหว้อย่างคุ้นเคยในขณะที่คนฟังอึ้งไปนิดหนึ่ง

“แล้วมันอะไรกันนักล่ะนั่นน่ะ?”

“โว้ยเพื่อนซี้เกาหัวยิกก่อนจะอุทานอย่างอ่อนอารมณ์ “ก็เครื่องคาวหวานกับผลไม้อย่างละ5ชนิดไงล่ะไอ้เซ่อ

“เออๆ! เอ็งฉลาด! ฉลาดนักก็ไปซื้อมาซะข้าจะรอเอ็งอยู่แถวนี้แหละ”

ว่าแล้วคนที่ยอมเซ่อชั่วคราวก็ควักแบงค์พันยื่นให้ปึกหนึ่งแล้วเดินลิ่วไปทางร้านเซเว่นฯ ปล่อยให้คนฉลาดทำหน้าบูดแต่ก็ยอมเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปซื้อให้แต่โดยดี

ในตอนแรกอติลักษณ์กะจะเดินเข้าไปซื้อน้ำแร่ซักขวดแล้วค่อยกลับมายืนรอเพื่อนเกลอที่ต้องเข้าไปผจญเวรผจญกรรมกับฝูงชนมืดฟ้ามัวดิน แต่แล้วกลิ่นหอมหวานของพุทราเชื่อมที่ลอยตามลมมาก็ทำให้ชายหนุ่มเปลี่ยนความตั้งใจ ร่างสูงพยายามทำจมูกเชิดสูดหาที่มาของกลิ่นอยู่สักพักก่อนจะเดินตรงดิ่งไปยังซอยเล็กๆด้านข้าง (นับว่าเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะบุคคลที่หน่วยตรวจจับยาเสพย์ติดน่าจะให้ความสนใจเอาไปฝึก) ภายในซอกเล็กๆมีเพิงรถเข็นเก่าๆและอาแปะแก่ๆยืนอยู่เบื้องหลังกระทะทองเหลืองใบน้อย ใบหน้าเหี่ยวย่นส่งรอยยิ้มกว้างอวดฟันเลี่ยมทองในปากให้ดูชนิดเต็มจอ

“เอาอาลายลีคัก! แปะก้วย เก๋ากี้ก็มีน่อ พุกซาเชื่อมก็ฮ้อนาอาคุงลูกค้า”

อติลักษณ์ชะเง้อคอมองอย่างสนใจ เขาไม่ได้เห็นขนมพวกนี้มานับสิบปีจนแทบจะลืมรสชาติไปแล้วด้วยซ้ำ

“เอาพุทราเชื่อมถ้วยนึงอาแปะ”

ชายหนุ่มร้องบอกก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อลูมิเนียมทรงบู้บี้ที่ตั้งรายล้อมโต๊ะเหล็กแบบพับได้ที่สภาพโทรมไม่แพ้กัน สักพักเดียวถ้วยกระเบื้องสีขาวแตกลายงาใส่พุทราเชื่อมร้อนๆควันโฉ่ก็มาวางอยู่ตรงหน้า มือใหญ่บรรจงใช้ช้อนสังกะสีตักขนมในถ้วยขึ้นมาเป่าให้เย็นก่อนจะส่งเข้าปาก...อื้ม! อร่อย! เนื้อพุทราหวานฉ่ำในขณะที่น้ำเชื่อมไม่หวานมากจนเกินไป...

“อาแปะ! ช่วยด้วย

เสียงแหลมตื่นตระหนกที่ดังขึ้นทำให้เม็ดพุทราเชื่อมที่เขากำลังจะคายหลุดผลุบเข้าไปในลำคอ อติลักษณ์ถึงกับตาเหลือกก่อนจะสำลักกระอักกระไออย่างรุนแรง

“อารายของลื้อวะอาชิง? ส่งเสียงโวยวายอยู่ล่าย...”

อาแปะบ่นใส่เด็กหนุ่มหน้าตามอมเหมือนแมวคราวที่วิ่งกระหืดหระหอบเข้ามาโดยไม่ได้หันไปใส่ใจลูกค้าที่กำลังจะหายใจไม่ออกตายอยู่รอมร่อ

“ช่วยด้วยอาแปะ! พวกไอ้หวังมันตามมาจะรุมกระทืบอั๊ว”

“ลื้อไปหากินข้ามถิ่นอีกล่ะสิท่า...เก๋าเจ้ง

“ก็ลูกค้ามันจ้างอั๊วนี่หว่า...หลงจ้งสามร้อยบาทเชียวนะแค่เข้าเขตมันไม่กี่ก้าวเองใครจะไปรู้ว่ามันจะหวงถิ่นขนาดนี้เล่า”

“อ๊อก! แค่กๆๆ

เสียงไอด้วยแรงเฮือกสุดท้ายของอติลักษณ์กลายเป็นสัญญาณห้ามทัพของสองตาหลานที่หันมามองเป็นตาเดียวกัน

“ชิกหายเลี้ยวอาชิง! อาลูกค้าอีจะซี้ม่องเท่งเลี้ยวอ้า

“ยังไม่ซี้น่าอาแปะ อีคงกลืนเม็ดพุทราเข้าไปละมั้ง ตะกละฉิบ

อาชิงของอาแปะบ่นงึมงำพลางใช้กำปั้นไม่มีรูทุบอึ้กลงไปที่กลางแผ่นหลังของลูกค้าดวงซวย ลืมซะสนิทว่าตัวเองกำลังโดนตามล่าจากแก๊งอันธพาลที่ทรงอิทธิพลในย่านเยาวราชแห่งนี้

“อีจะรอดไหมเนี่ย...เจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งหลายช่วยอาคุงลูกค้าล่วย...”

อาแปะประสานมือวิงวอนต่อเหล่าเทพเจ้าที่แกนับถือ ในขณะที่พ่อหลานชายก้อซัดอั้กๆชนิดไม่ปรานีจนน่ากลัวว่าชายหนุ่มจะตายเพราะอาการช้ำในมากกว่า

“เจ้าพ่อซำปอกง...เจ้าแม่กวนอิม...ก๊วยเจ๋ง...เซียวเหล่งนึ้ง...อึ้งเอี๊ยะซือ”

“สาม..แค่ก...ชื่อหลัง...แค่กๆ..มันไม่ใช่ชื่อเจ้าพ่อเจ้าแม่แล้วนาอาแปะ...แค่กๆๆ”

แม้จะสำลักเจียนตายแต่อติลักษณ์ก็ยังอดขัดขึ้นมาไม่ได้ ก้อไอ้3ชื่อหลังมันมาจากเรื่องมังกรหยกนี่หว่า...

“ไอ้ชินากร! อย่าหนีนะเฟ้ย

เสียงตะโกนแหบห้าวดังขึ้นหน้าปากซอยพร้อมกับชายหนุ่มหน้าเหี้ยมอีกหนึ่งฝูงที่วิ่งกรูกันเข้ามาด้วยสีหน้ากระเหี้ยนกระหือ คนที่วิ่งนำหน้าเป็นชายหนุ่มหน้าโหดกล้ามเป็นมัดๆเหมือนเป็นศิษย์เอกของประเวศยิมฯที่ปิดตัวไปเมื่อนานมาแล้ว

“ซวยแล้ว!ไอ้หวัง

อาชิงหรือชินากรครางอ๋อยก่อนจะประเคนกำปั้นลงมาสุดแรงเกิด  จะด้วยอานิสงค์คำภาวนาของอาแปะหรือว่าเพราะอติลักษณ์ยังไม่ถึงที่ตายก็แล้วแต่ เม็ดพุทรามรณะก็ถึงกาลหลุดออกจากคอหอยของชายหนุ่มแล้วพุ่งทะยานไปจิ้มหน้าไอ้หวังกล้ามยักษ์ที่วิ่งเข้ามาชนิดเต็มๆ

“ตายห่า

ทั้งชินากรและอาแปะอุทานออกมาพร้อมกัน ในขณะที่อติลักษณ์ยังนั่งเอ๋ออยู่อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ฝ่ามือหนาๆก็ยื่นมากระชากคอเสื้อเชิ้ตของเขาจนตัวลอย ใบหน้าโหดสนิทยื่นเข้ามาจนเกือบชิดพร้อมตะคอกเสียงเข้าใส่

“อยากตายนักใช่มั้ยเอ็งน่ะ

ชายหนุ่มแค่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ไอ้พวกนักเลงชั้นสวะพวกนี้มันน่าจับส่งไปโยนไว้แถวย่านฮาเล็มในนิวยอร์คนัก โดนพวกนิโกรที่นั่นรุมสกรัมซักทีน่าจะทำให้มารยาทดีขึ้น

“ลื้อมีปัญหากับอั๊วไม่ใช่เรอะอาหวัง อย่าไปพาลกับคนอื่นดีกว่าน่า”

เด็กหนุ่มร่างเล็กตรงเข้าไปยื้อท่อนแขนล่ำลันเหมือนท่อนซุงของอีกฝ่ายให้ปล่อยมือจากอติลักษณ์ แต่แขนเรียวๆของชินากรหรือจะไปสู้ได้ เพียงแค่เจ้ายักษ์สะบัดท่อนแขนที่เหมือนท่อนขาเบาๆ ร่างเล็กบางในชุดมอซอก็ปลิวไปปะทะกับโต๊ะตัวข้างๆจนข้าวของล้มระเนระนาด อติลักษณ์เหลือบสายตามองเจ้าตัวเล็กที่ลงไปนอนจุกแอ้กอยู่กับพื้นอย่างสงสารนิดๆสมน้ำหน้าหน่อยๆ  ก่อนจะคว้าชามกระเบื้องขึ้นมาตักพุทราเชื่อมในกระทะทองเหลืองที่อยู่ใกล้มือราดลงไปบนหัวของเจ้ายักษ์ใหญ่อย่างใจเย็น

“เอ้า! ฉันเลี้ยงพุทราเชื่อมเป็นการขอโทษ”

“อ๊ากกกก

ขาใหญ่ประจำเยาวราชแหกปากลั่นพลางเต้นเร่าๆ อติลักษณ์ถือโอกาสนั้นคว้าแขนเจ้าตัวต้นเรื่องให้ลุกขึ้นใส่ตีนหมาโกยอ้าว ปลายหูยังได้ยินเสียงเจ้ายักษ์ตะโกนสั่งโขยงพรรคพวกเสียงลั่น

“ตามพวกมันไปสิโว้ยไอ้พวกปัญญานิ่ม!!”

“วิ่งเข้าไปในตลาดเลยคุณลูกค้า”

ไอ้หนูรุนหลังเขาให้วิ่งฝ่าฝูงชนมืดฟ้ามัวดินเข้าไปในซอยตลาดเก่า แต่เมื่อเห็นเขาค่อยๆขยับตัวแทรกเข้าไปอย่างมีมารยาทเจ้าหนูก็เปลี่ยนใจหันกลับมานำหน้าลากเขาถูลู่ถูกังฝ่าด่านมหาชนซะเอง

“คุณนี่อืดอาดจริง เดี๋ยวก็โดนไอ้พวกนั้นรุมเลี๊ยะพะหรอก”

“ก็ถ้าไม่ระวังก็ได้เหยียบคนอื่นเข้าน่ะสิ”

อติลักษณ์เถียงกลับไปมั่งแต่ผลที่ได้รับก็คือดวงตาคู่สวยภายใต้แพขนตายาวงอนช้อยหันมาตวัดฉับอย่างที่เรียกกันว่าค้อนวงใหญ่

“เก็บมารยาทใส่กระเป๋าไว้ก่อนเถอะคุณพี่ นี่มันระหว่างวิ่งเอาชีวิตรอดนะฮะไม่ใช่เวลาวางมาดป้อสาวๆ ไอ้หวังน่ะมันน้องๆหมีควาย โดนตีนมันเข้าทีคุณชายอย่างคุณมีหวังม้ามแตกตายแหงๆ”

“ก็รู้อย่างงั้นแล้วเธอไปหาเรื่องกับมันทำไมล่ะ?”

“ขอโทษ...ผมแค่ทำมาหากิน ไม่ใช่ไปหาเรื่อง”

มือเล็กแต่ค่อนข้างกร้านแบบคนทำงานหนักกำข้อมือเขามั่น ใบหน้ามอมแมมฉายแววจริงจังจนเกินวัย

“ผมมันเด็กกำพร้านะฮะ ถึงอาแปะจะใจดีให้ที่ซุกหัวนอนแต่ก็ต้องหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง ไม่ได้เกิดมาสุขสบายบนกองเงินกองทองอย่างคุณหรอก”

“รู้ได้ไงว่าฉันสุขสบาย?”

เด็กหนุ่มทำเสียงขึ้นจมูกนิดหนึ่งอย่างเหยียดๆ

“ก็ฝ่ามือคุณนิ่มยังกับผู้หญิง แถมผิวหน้ายังขาวนวลเช้งขนาดนั้นอีกต่างหาก ใครดูไม่ออกก็บ้าแล้วล่ะ”

อติลักษณ์ยกมือของตัวเองข้างที่ว่างขึ้นมาพิจารณา อืม...ขาวจริงๆด้วย! แสดงว่าที่พยายามไปออกรอบตีกอล์ฟกับลูกค้าจากญี่ปุ่นนั่นไม่ได้ทำให้ผิวของเขาดูเข้มคมสมชายขึ้นมาเลยสินะ

“เดี๋ยวผมจะพาคุณไปส่งที่ถนนฝั่งตรงข้าม คุณรีบๆขึ้นรถกลับไปเลยนะ และเพื่อสวัสดิภาพความปลอดภัยส่วนตัวของคุณเอง อย่ามาเดินลอยชายแถวนี้ซักพักจะดีกว่า”

“แล้วเธอล่ะ?”

ชายหนุ่มยังมีแก่ใจเป็นห่วงไอ้ตัวเล็กที่ยังลากเขาเดินตะลุยไปข้างหน้า  เด็กหนุ่มยักไหล่เล็กน้อยก่อนตอบหน้าตาเฉย

“ไม่เป็นไรหรอกฮะ ไอ้หวังมันตัวโตเป็นหมีแต่สมองมันเท่ามด ทิ้งไว้ซักชั่วโมงเดียวมันก็ลืมหมดแล้วล่ะว่าโดนผมทำอะไรไว้มั่ง ดีไม่ดีโดนตัวอะมีบาทะลวงสมองพรุนไปหมดแล้วก็ไม่รู้”

            “งั้นบอกฉันให้งดมาซักพักทำไม?”

                ดวงหน้ามอมๆนั้นหันมาฉีกยิ้มกว้าง

                “ก็ลูกน้องบางคนของไอ้หวังมันไม่ได้ปัญญานิ่มเหมือนเจ้านายนี่ฮะ แล้วคุณก็ไม่ได้ชำนาญทางหนีทีไล่แถวนี้เหมือนผมด้วย เดี๋ยวจะโดนรุมกระทืบซะเปล่าๆ”

                เพียงครู่ต่อมาอติลักษณ์และชินากรก็ทะลุซอยตลาดเก่าออกมายืนสูดอากาศบริสุทธิ์(ปนควันท่อไอเสียพอสมควร)บนถนนอีกฝั่งได้เป็นผลสำเร็จโดยที่ทั้งคู่หอบแฮ่กเหงื่อโทรมกาย ชายหนุ่มคว้าผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าขึ้นมาส่งให้คนข้างๆตัวเช็ดหน้าเช็ดตาแต่เด็กหนุ่มปฎิเสธในทันควัน

                “ไม่ล่ะฮะขอบคุณ ผมไม่ชินกับของชั้นดีราคาแพงๆแบบนั้น”

                ว่าแล้วเจ้าตัวก็ยกชายเสื้อยืดสุดโทรมขึ้นมาเช็ดหน้าตัวเองหน้าตาเฉย เล่นเอาอติลักษณ์หัวเราะก๊าก ชายหนุ่มส่ายหน้าให้กับความดื้อด้านของไอ้เด็กยอดแสบแล้วก็ตัดสินใจลากไอ้ตัวเล็กเข้ามาเช็ดหน้าให้อย่างเบามือ ชินากรดิ้นขลุกขลักอยู่ครู่หนึ่งจนอ้อมแขนแกร่งต้องสอดเข้ามารัดไว้ให้อยู่นิ่งๆ

                “เดี๋ยวติดโรคกลากเกลื้อนเรื้อนกวางจากคนจนๆอย่างผมนะฮะ”

เมื่อตัวขยับไม่ได้เรียวปากจิ้มลิ้มสีแดงสดก็ขยับทำหน้าที่แทน แล้วก็ต้องชะงักยืนตัวแข็งเมื่อเสียงหัวเราะทุ้มๆดังขึ้นข้างหู ลมหายใจอุ่นๆที่เฉียดผ่านผิวหน้าไปในบางครั้งทำให้เด็กหนุ่มหน้าแดงขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล

“ปล่อยสิฮะ นี่มันกลางถนนนะคุณ เดี๋ยวคนผ่านไปผ่านมาเขาก็คิดว่าคุณกับผมเป็นคู่ตุ๋ยกันหรอก”

“เธอนี่มันพวกผีเจาะปากมาเกิดจริงๆนะ”

อติลักษณ์พูดอย่างอ่อนใจก่อนจะปล่อยให้เด็กหนุ่มในอ้อมแขนเป็นอิสระ อืม...ใบหน้าของเจ้าหนูตัวแสบนี่ดูดีขึ้นจริงๆเมื่อไม่มีรอยมอมๆนั่น ผิวแก้มเนียนใสสีน้ำตาลเข้มเหมือนขนมอบสุกใหม่ๆดูหวานหอมชวนให้ลิ้มลอง...เฮ้ย! นี่เขาคิดอะไรอยู่วะ? ดวงตากลมโตภายใต้แพขนตาตวัดมองเขาคล้ายจะค้อน

“ผมเตือนด้วยความหวังดีหรอกนะ แล้วจริงๆแล้วน่ะปากผมก็มีไว้ทำมาค้าขาย ไม่ใช่เอาไว้พูดเรื่อยเปื่อย”

“ทำอะไร? รับจ้างด่าทั่วราชอาณาจักรรึเปล่า?”

“ไว้ให้ใครจ้างไปด่าคุณสิฮะผมจะรีบรับ เห็นอย่างนี้ผมเป็นพ่อค้าตัวยงนะฮะ เปิดแผงเมื่อไหร่ทำยอดขายระเบิดเถิดเทิง”

“จนนายคนที่ชื่อหวังตามมากระทืบงั้นสิ”

หน้าใสๆงอง้ำลงในทันที ริมฝีปากเชิดสูงจนแทบจะขึ้นไปชิดจมูกโด่งรั้น

“ใช่ที่ไหนล่ะ นั่นมันงานอดิเรกผมต่างหาก....อ๊ะ แท็กซี่

มือเล็กยื่นออกไปโบกเรียกแท๊กซี่มิเตอร์ที่ขับผ่านมาให้หยุด ก่อนจะเปิดประตูกว้างและโค้งให้ชายหนุ่มอย่างงามเหมือนพวกดอร์แมนตามโรงแรมใหญ่ๆ อติลักษณ์โค้งตอบก่อนจะเดินเข้าไปนั่งอย่างสง่า ใบหน้าน่ารักยื่นเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ขอให้คุณชายน้อยกลับถึงบ้านทรายทองโดยสวัสดิภาพนะฮะ”

ประตูรถแท๊กซี่ปิดลงพร้อมกับที่รถเคลื่อนออกจากที่ แต่อติลักษณ์ก็ยังทันได้ยินเสียงหัวเราะก๊ากของเจ้าหนูหน้าหวานนั่นชนิดเต็ม2หู ไอ้จะให้แท๊กซี่จอดรอเขาลงไปเหยียบเจ้าหนูนั่นก็คงไม่ทันเพราะไอ้ตัวเล็กมันไวยังกับปรอท สุดท้ายชายหนุ่มก็ได้แต่อาฆาตไว้ในใจ

“ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้ตัวแสบ

 

************************

 

บรรยากาศในห้องทำงานของประธานบริษัทเก๊กซิมอิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ตค่อนข้างจะมาคุด้วยสายตาดุๆของเจ้าสัวกิมไซที่จ้องไปที่โต๊ะทำงานของบุตรชายคนเดียวชนิดไม่วางตา  แต่ชายหนุ่มที่เป็นเป้าสายตาก็ยังคงนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ภาพที่ลอยไปลอยมาอยู่ในหัวของเขาในตอนนี้ก็คือไอ้เด็กตัวเล็กยอดแสบนั่น ใบหน้าหวานๆปนเจ้าเล่ห์นิดๆ ผิวสีน้ำตาลเนียนสวยราวน้ำผึ้งชั้นดี เนื้อตัวเล็กบางเหมือนเด็กสาวๆมากกว่าเด็กหนุ่ม... แล้วก็ปากจิ้มลิ้มสีชมพูที่ช่างพูดช่างเหน็บแนมจนน่า....

“อาต้วน! ลื้อทำอาลายวะ?”

เสียงของเจ้าสัวกิมไซทำให้อติลักษณ์สะดุ้งนิดๆ ความคิดทั้งหมดสะดุดกึ้กราวกับติดเบรคชั้นดี ดวงตาดุๆที่จ้องมาทำให้เขารู้สึกเขินนิดๆจึงยกนิ้วขึ้นลูบจมูกแก้เขิน

“ ’ไร เตี่ย? หิวแล้วเหรอ? นี่ยังไม่เที่ยงเลยนะ”

“หิวบ้านลื้อน่ะสิ เก๋าเจ้ง! นี่มังเพิ่ง10โมงว้อย”

“แล้วเรียกผมทำไม? งานการไม่มีทำแล้วเหรอ?”

อาเตี่ยยกมือขึ้นชี้หน้าลูกชายด้วยนิ้วสั่นระริก

“ลื้อน่ะสิ การงานม่ายลู้จักทำเอาแต่มองออกปายนอกหน้าต่าง อาหมวยจังทราอีเอาแฟ้มเอกกาสางมาวางไว้ให้จนจะท่วมกบาลลื้อแล้ว”

ชายหนุ่มมองไปข้างหน้าตัวเองแล้วก็สะดุ้ง จริงอย่างที่เตี่ยว่า... กองแฟ้มเอกสารส่งเซ็นต์กองเป็นตั้งๆจนแทบจะกินเนื้อที่ทั้งโต๊ะทำงานของเขาไปหมด มือใหญ่คว้าปากกาขึ้นมาลากปราดๆไปได้2-3แฟ้มก็กลับเข้าโหมดเหม่อลอยอีกครั้ง

“อาต้วน

“หา....เฮ้ย

อติลักษณ์ตาเหลือกเมื่อเห็นก้อนทับกระดาษในมือเตี่ยกำลังบินมาหาด้วยความเร็วเหนือเสียง เขารีบก้มหัวหลบวูบ ให้กำแพงที่อยู่ด้านหลังเป็นตัวรับเคราะห์ดังเป้ง! ที่ทับกระดาษทรงแบนอันโตกลิ้งขลุกๆมาหยุดอยู่แทบเท้า อติลักษณ์มองรอยยุบโบ๋ที่กำแพงแล้วก็ทำคอย่นอย่างนึกหวาดเสียวก่อนจะหันมาโวยใส่บิดาบังเกิดเกล้า

“เล่นบ้าอะไรน่ะเตี่ย! หินทับกระดาษนั่นหนักเกือบครึ่งโลฯ โดนเข้าล่ะก็มีหวังเป็นศพนะครับ

“ก็อั๊วลู้ว่าลื้อหลบล่ายน่ะสิถึงล่ายขว้าง”

“แล้วถ้าผมหลบไม่พ้นล่ะ?”

เจ้าสัวยักไหล่ แม้วัยจะล่วงเลยไปหลายแล้วแต่ใบหน้าของเจ้าสัวก็ยังคงเค้าความหล่อเอาไว้ไม่ใช่น้อย

“จายากอะไร? อั๊วก็ปั๊มทายาทใหม่ก็หมดเรื่อง”

“เดี๋ยวอาม้าก็เอาหลาวทองเหลืองกระซวกไส้หรอกเตี่ย”

อติลักษณ์สวนกลับก่อนจะเริ่มกลับสู่โหมดซึมอีกครั้งจนอาเตี่ยถอนใจ

“ถามจริงๆอาต้วน! ลื้อเป็งอาลายวะ?เอาแต่ทำตาลอย... หรือว่าไปตกหลุมรักใครเข้า?”

คำถามนั้นแทบจะทำให้อติลักษณ์ตกเก้าอี้

“จะบ้าเรอะ! ผมยังปกติดีทุกประการนะ รับรองว่าชีวิตนี้ไม่เคยแตะหนังสือประเภทไฟกลางคืนรึว่านีออนเด็ดขาด ใต้เตียงมีแต่พวกเพนเฮ้าส์ เพลย์บอยแล้วก็ฟอร์เมนเท่านั้นแหละ”

“อั๊วก็ไม่ล่ายว่าอะไรนี่ แต่เห็นอาการลื้อมังพิกลๆ เหมือนไอ้ด่างที่บ้านตอนช่วงเดือนสิบสอง...”

ชายหนุ่มมองดูเตี่ยบังเกิดเกล้าด้วยสายตาทั้งรักทั้งแค้น พยายามยกคำสอนของขงจื้อที่สอนให้เคารพบิดาขึ้นมาข่มตัวโทสะที่วิ่งจู๊ดขึ้นไปเต้นชะช่าช่าอยู่บนปลายจมูกโด่งๆเป็นที่เรียบร้อย

“ขอยืนยันนะเตี่ยว่าผมไม่ได้ตกหลุมรักใครทั้งนั้น

เขาเน้นทุกคำพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ใช่! จะไปรักได้ยังไงล่ะ ก็ไอ้หนูนั่นมันเป็นเด็กผู้ชายนะ! เจอกันแค่ชั่วโมงเดียวแถมยังก่อวีรกรรมวีรเวรไว้ร่วมกันอีกต่างหาก

“ตามใจ! แต่ถ้าใช่ก็รีบบอกมา เตี่ยจาได้เตรียมหาเถ้าแก่ปายสู่ขอให้ลื้อ.....”

มาอีกแล้ว ภาพใบหน้าหวานๆนั่นกับดวงตาคู่สวยที่ตวัดค้อนคม รัก...ไม่รัก  ใช่..ไม่ใช่ โว้ย! ปวดกบาล ไม่คิดแล้วว้อย! อติลักษณ์ลุกพรวดจากที่นั่งหันไปพูดกับเตี่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

“วันนี้ผมขอลาครึ่งวันนะเตี่ย

ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินลิ่วออกจากห้องทำงานโดยไม่ใส่ใจกับเสียงด่าล้งเล้งของเจ้าสัวกิมไซ เขาไม่รู้หรอกว่าเขารักเจ้าหนูนั่นหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆก็คือเขาคิดถึง.... คิดถึงจนไม่อาจจะนั่งอยู่กับที่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว