|
วิกฤตการณ์ของป๊ะป๋า
อย่างที่ว่าล่ะ... ว่าสำหรับโฮเฮนไฮล์มแล้ว เวลา... ผ่านไปไวเหมือนโกหก ผ่านไปแค่แป๊บเดียว เอ็ดเวิร์ดก็อยู่กับเขามาจะครบสองปีแล้ว พอรู้สึกตัวอีกที ลูกก็ไม่ใช่เด็กชาย แต่กลายเป็นเด็กหนุ่ม... เด็กหนุ่มหน้าตาคมคาย ค่อนไปทางน่ารักถึงน่ารักมากอีกตะหาก เปล่านะ เขาไม่ได้หลงลูก... นี่แค่เผอิญไปได้ยินคนอื่นเขาพูดกันมา... โธ่... ก็ถ้าเผอิญคุณเดินๆอยู่แล้วได้ยินชื่อลูกตัวเองลอยมาเข้าหู มันก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยุดกึ๊กแล้วแอบฟังชาวบ้านเขาพูดกันสักนิดใช่ไหมล่ะ... แล้วยิ่งได้ยินเขาชมลูกเราน่ะ คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อดที่จะพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้จริงมั้ยล่ะ จากตอนแรก ที่ยังเป็นแค่ไอ้เด็กกะโปโลตัวกะเปี๊ยกเลี๊ยก ขนาดกะทัดรัดน่าพกพา ดูเอ๋อนิดๆ ตระหนกตกใจง่ายหน่อยๆ เหมือนแมวน้อยในบ้านหลังใหม่ ที่ยังตื่นที่ตื่นทาง มาตอนนี้ไอ้ตาคมๆที่ได้มาจากพ่อคู่นั้น ก็ยิ่งฉายแววคมคายลึกล้ำ หล่อหลอมไปด้วยประสบการณ์ของทั้งสองโลก ใบหน้ากลมๆก็ชักจะรีออก จมูกเรียวเด่นได้รูป ผมสีทองที่เคยถักไว้เป็นเปียข้างหลังก็ชักจะยาวขึ้น ยาวขึ้น... แถมด้วยการที่เล่นตัว ไม่ยอมให้พ่ออย่างเขาถักผมให้ ทั้งๆที่สภาพมือตัวเองก็ไม่ค่อยอำนวยแท้ๆ ก็เลยทำให้เอ็ดต้องเปลี่ยนทรงผมไปโดยปริยาย... ความสูงที่... จะว่าไปก็ไม่ค่อยเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่หรอก แต่ก็ถือว่าทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในรูปลักษณ์ไปพอดูล่ะ... อย่างน้อย ก็ทำให้จากที่เมื่อก่อน เคยเตี้ยกว่าระดับสายตาใครๆเขา มาตอนนี้ตัวลูกก็ยืดขึ้นมากพอที่จะทำให้คนสังเกต และมองเห็นว่าแกก็เป็นเด็กหนุ่มคนนึงก็แล้วกัน ย้ำอีกครั้ง... เด็กหนุ่มหน้าตาคมคาย ค่อนไปทางน่ารักถึงน่ารักมาก... แก้ตัวอีกครั้งว่า เปล่า เขาไม่ได้หลงลูก และแล้ว..... โฮเฮนไฮล์มก็เพิ่งได้มาเผชิญกับ บททดสอบของการเป็นพ่อคนบทใหม่เอาตอนนี้เอง ตอนนี้... เริ่มมีสาวๆอยากเข้ามาทำความรู้จักกับเอ็ดเวิร์ด แน่นอน ว่าลูกชายเขาไม่เล่นด้วย... เอ ใช้คำนั้นก็ไม่ถูกแฮะ... จะว่าไปคือเจ้าตัวมันยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ว่าสาวเจ้าเหล่านั้นเข้ามาคุยกับตัวเองเพราะอะไร ไอ้นั่นยังไม่ค่อยเท่าไหร่... แต่ไอ้ที่น่ากลุ้มใจกว่ามันก็เพราะ พวกที่มาติดน่ะ ไม่ได้มีแค่สาวๆนี่สิ เปล่า... เขาไม่ได้หมายถึงเหล่าสาวแก่แม่ม่าย จริงๆอันนั้นก็มีนะ ที่พอเจอลูกชายเขาแล้วก็เกิดอาการเอ็นดูจนนึกอยากล่อด้วยขนมแล้วพากลับบ้านไปด้วย แต่หลังจากเจอมารยาทอันดีของเอ็ดเวิร์ดเข้าไปได้ซักสองสามชั่วโมง คุณหญิงที่น่ารักเหล่านั้นก็ต่างจะพากันยูรยาตราทัพ ถอยกลับไปเองโดยละม่อม เปล่า... ลูกชายของเขาไม่ได้ไร้มารยาท การที่แกต้องใช้ชีวิตเป็นนักแปรธาตุของกองทัพมาตั้งแต่อายุสิบสอง ถูกแวดล้อมไปด้วยผู้ใหญ่มาแต่ไหนแต่ไร ทำให้บุคลิกของเอ็ดเวิร์ดออกจะโตเกินวัยเสียด้วยซ้ำ แต่นั่นแหล่ะที่กลายเป็นปัญหาขึ้นมา... เพราะมารยาทน่ะ เอ็ดมี แต่ที่ไม่รู้จักมีไว้น่ะ คือมารยา! หน้าตาก็ออกจะมีภาษีดี... ดันไม่รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ ทั้งๆที่อ้อนเขานิดหน่อยก็ไม่เห็นจะเสียหายเลยแท้ๆ (โห ป๋าขา) เอ็ดเวิร์ด โฮเฮนไฮล์มยอมรับว่า -- เป็นคนหัวไวมาก... ฉล๊าดฉลาด สมเป็นลูกใครก็ไม่รุ๊... แต่หลังจากอยู่ด้วยกันไม่นาน เขาก็ได้ค้นพบว่า... ถ้าเป็นเรื่องที่คนทั่วไปควรจะรู้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง แล้วก็เรื่องกุ๊กกิ๊กดุ๊กดิ๊กภาษาชายหญิงแล้วล่ะก็ ลูกเขาคนนี้นี่บื้อสุดๆ ดังนั้น แทนที่จะบอกว่า ลูกเขาไม่เล่นด้วย.... จริงๆโฮเฮนไฮล์มน่าจะนึกกลัวว่าลูกตัวเองจะไปโดนใครเล่นเอาซะมากกว่า... ไอ้ผู้พันหัวกลมนั่นก็ยังไง รับลูกชายเขาไปอยู่ใต้อาณัติตั้งนาน ไม่รู้จักสอนมารยาทการเข้าสังคมให้บ้างเลย โฮเฮนไฮล์มชักคิดเหมือนป๊ะป๋ายุคมิเลนเนี่ยม ที่พอจับลูกโยนเข้าโรงเรียนแล้ว ก็จัดการฝากฝังหน้าที่อบรมบ่มวิสัยทุกอย่างไว้กับครู เอ แต่คิดไปคิดมา หมอนั่นไม่สอนให้อาจจะดีกว่า... เพราะโฮเฮนไฮล์มชักจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า ตอนที่ตัวเขายังทำงานอยู่กับกองทัพ เคยได้ยินกิตติศัพท์ในทางเสื่อม ถึงความหม้อไม่เลือกหน้าของไอ้ม้าป่าตาชั้นเดียวนั่นมาเข้าหูอยู่บ่อยๆ... เกิดมันสอนได้สัมฤทธิ์ผลขึ้นมามิเดือดร้อนตายหรือ... ขนาดเขามีเมียแค่สองคนยังแทบบ้า แล้วหน้าตาดีๆสมเป็นลูกใครก็ไม่รู้อย่างไอ้หนูนี่ เกิดมันกลายเป็นมัสแตงที่สองขึ้นมา มิวนิคคงปั่นป่วนพิลึก แถมเผลอๆในระหว่างที่กำลังประสิทธิ์ประสาทวิชาการ อาจารย์อาจจะชิงเคลมศิษย์ไปซะก่อนก็เป็นได้ ไม่ดี... ไม่ดีแน่...
... ตัดตอนออกมาจากส่วนหนึ่งของ [Missing Records]
|