กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...
มีชายตัดไผ่นามโฮเฮนไฮล์มอาศัยอยู่กับภรรยาในกระท่อมกลางป่า... ทั้งสองปรารถนาจะมีลูกกันสักคนมาช้านาน...
แต่ทำยังไงทริชช่าภรรยาสาวก็ยังไม่ตั้งครรภ์สักที
ระหว่างที่ทั้งคู่ต่างก็กำลังคิดจะเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า เดินทางไปไหว้เจ้าขอลูกอยู่นั่นเอง
ก็มีผู้วิเศษไม่ปรากฏสัญชาติร่วงลงมาจากฟากฟ้า บอกกับทั้งคู่ว่าเทพบนฟ้าจะประทานลูกให้
ว่าแล้วผู้วิเศษก็หยิบถุงออกมา 1 ใบ บอกให้ฝ่ายภรรยาเสี่ยงทาย หยิบได้อะไรก็จะได้ลูกเป็นอย่างนั้น
ในถุงจะมีเม็ดถั่วอยู่ 2 ประเภท อยากแรกเป็นถั่วคั่ว อย่างที่ 2 เป็นถั่วดิบ...ว่าแล้วก็ส่งถุงให้ทริชช่าเลือกโลด....
ภรรยาชายตัดฟืนกลืนน้ำลายเอื่อกด้วยความกังวลใจ
ระหว่างถั่วคั่วกับถั่วดิบจะยังไงมันก็ยังเป็นถั่ว อนิจจา นี่เธอต้องมีบุตรเป็นพืชล้มลุกเช่นนั้นหรือ?
แต่แม้จะยังว้าวุ่นใจที่อาจต้องรดน้ำให้ลูก แทนที่จะป้อนนม หญิงสาวก็ยังอยากได้ลูกสักคนอยู่ดี
"แม้ลูกจะเกิดมาเป็นตัวอะไร
แม่ก็จะยังรักนะจ๊ะ" ทริชช่ากระซิบบอกว่าที่ลูกน้อยในถุงใบใหญ่ เธอกลั้นใจยื่นมือลงไปควานหาถั่วเม็ดน้อยในถุงทันที
แต่สิ่งที่เธอหยิบออกมาได้...
กลับไม่ใช่ถั่ว... ดันกลายเป็นเม็ดกาแฟไปเสียนี่ ผู้วิเศษเห็นแล้วก็ทำหน้างุนงงสงสัย...เอ๊ะ...เหมือนเราจะเอาแต่ถั่วใส่ไว้นี่นา
GMOไม่น่าจะพัฒนาสายพันธุ์ออกมาเป็นเม็ดกาแฟได้เลย....
แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว...แก้เขิน
ผู้วิเศษจึงเสกกาแฟเม็ดที่ว่าให้กลายร่างเป็นบุตรชายหน้าตาน่ารักน่าชัง
สองสามีภรรยาดีใจมาก ก้มหัวขอบคุณผู้วิเศษหลายรอบ และตั้งชื่อให้ลูกชายว่าเอ็ดเวิร์ด
ผู้วิเศษน้อมรับคำขอบคุณอย่างเป็นมิตร แต่ก่อนจากไปเขาได้บอกกฏสามข้อในการเลี้ยงดูบุตรชาย
ซึ่งเกิดมาจากเม็ดกาแฟคั่วผู้นี้ว่า
1. เอ็ดเวิร์ดเป็นกาแฟดำ
ใส่นมไม่ได้ ต้องเลี้ยงด้วยกาแฟดำเท่านั้น ห้ามเลี้ยงด้วยนมเด็ดขาดเพราะมีผลเท่ากับยาพิษ
2. ห้ามบอกเรื่องชาติกำเนิดของเด็กคนนี้กับใคร
มิฉะนั้นบุตรชายจะกลับกลายเป็นเม็ดกาแฟไปอีกหน
3. ห้ามให้ผู้ใดนอกจากพ่อแม่เห็นตัวแกจนกว่าจะอายุครบสิบห้า
มิฉะนั้นจะ... อ่า... กลับไปอ่านข้อสองใหม่ละกัน
พ่อแม่ซิงๆทั้งสองต่างตกใจเมื่อได้รับทราบกฏเหล็กดังกล่าว...
พวกเขาเป็นแค่คนตัดฟืนอยู่กลางป่าเขา... จะไปหากาแฟคั่วมาให้ลูกดื่มต่างนมจากที่ไหน...
หากจะซื้อม็อคโคน่าสักโถหนึ่งก็ต้องดั้นด้นออกไปหา 7-11 สาขาใกล้ที่สุดในเมืองหลวงโน่น...
ลูกคนนี้เพิ่งถูกโอนมาร่วมทะเบียนบ้านกับพวกเขาได้ไม่ถึงวัน ก็เริ่มก่อลางหายนะทางบัญชีมาให้กับพ่อแม่เสียแล้ว
แต่ขณะที่พวกเขาต้องกลุ้มใจ
เพราะไม่ยอมวางแผนครอบครัวล่วงหน้าให้ดีก่อนมีบุตรนั่นเอง เด็กน้อยเอ็ดเวิร์ดก็ส่งเสียงอ้อแอ้ออกมา
มือน้อยๆปัดป่ายเรียกร้องความสนใจจากบิดามารดายกใหญ่... สองสามีภรรยาเมื่อเห็นตาแป๋วๆกับแก้มยุ้ยน่าหยิกของลูกชาย...
ก็ต่างยิ้มให้กันพลางเลิกใส่ใจเรื่องราวหยุมหยิมพวกนั้นไปทันที ... น่ารักน่าเอ็นดูออกปานนี้
จะให้เลี้ยงด้วยอะไรก็ยอมล่ะ
ว่าแล้วป๊ะป๋าโฮเอนไฮล์มก็ตัดสินใจแบกเป้ใส่หลัง
เตรียมเดินทางไปกว้านซื้อกาแฟดำคั่วบดอย่างดีจากในเมืองมาเพื่อเลี้ยงลูกชายสุดที่รัก
จริงๆแล้ว ห่างออกไปชั่วเดิน3หมาน้อยหอน
จะมีไร่กาแฟของป้าพีนาโกะอยู่ เพียงแต่กาแฟที่ว่าเป็นกาแฟพื้นเมืองที่ขนาดแคระแกรนไม่ได้มาตรฐานอย.
เนื่องจากเจ้าของไร่ใช้ปุ๋ยสูตรน้ำมันเครื่องในการเพาะปลูก ดังนั้นบ้านน้อยๆที่แสนอบอุ่นของชายตัดฟืนเอลริกจึงต้องแตกฉานซ่านเซ็นเพื่อการเลี้ยงดูลูก(เวร)นี่แท้ๆ
กาลเวลาผ่านไป ผลจากการถูกเลี้ยงดูด้วยน้ำพักน้ำแรงของปาป๊ามาม๊า
ก็ทำให้เอ็ดน้อยโตวันโตคืน... เท่าที่สิ่งมีชีวิตที่กำเนิดมาจากเมล็ดกาแฟเล็กๆเม็ดหนึ่งจะโตได้...
ยิ่งนานวัน พ่อหนูก็ยิ่งเจริญวัยขึ้นเป็นเด็กชายหน้าตาน่ารัก ตากลมโตสีทองใส
ใบหน้าคมคายฉายแววฉลาดหลักแหลม... ผมสีทองเงางามนุ่มฟูเพราะมารดารักที่จะแปรงผมให้วันละสามเวลา
จนคนเป็นพ่อชักไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้ว ตอนนั้นเมียอยากได้ลูกรึแมวเปอร์เซียกันแน่
ทว่า... ยิ่งวันคืนผันผ่านไปนานขึ้นเท่าใด...
ก็ยิ่งทำให้ความสงสัยที่มีต่อโลกภายนอกของเอ็ดเวิร์ดทวีมากขึ้นเรื่อยๆ...
แม้จะเชื่อฟังคำกำชับของพ่อแม่ว่าจะไม่ออกไปนอกอาณาบริเวณป่า แต่ขาสั้นๆทั้งสองข้างของพ่อหนูก็เริ่มพาเจ้าของออกไปไกลจากบ้านขึ้นทุกที
จนในวันหนึ่งที่พ่อหนูน้อยกำลังอายุครบสิบห้านั่นเอง...
กาแฟชั้นดีที่ป๊ะป๋าอุตส่าห์สต๊อกไว้ก็เกิดหมดลงกะทันหันทำให้เอ็ดเวิร์ดล้มป่วยลงด้วยโรคขาดกาแฟในเส้นเลือด(
? ) ป๊ะป๋าและหม่าม้าตกใจแทบสิ้นสติ เพราะกว่าจะไปซื้อกาแฟได้นั้นกินเวลาในการเดินทางเป็นเดือนๆ
กาแฟที่มีอยู่ในบ้านก็เหลือแต่กาแฟเม็ดมะขามคั่ว ถึงจะจับกรอกปากลูกไปถ้วยแล้วถ้วยเล่า
แต่เอ็ดน้อยก็ไม่มีวี่แววจะคืนสติ
สุดท้ายป๊ะป๋าก็นึกได้ว่าที่หลังเขามีปราสาทของพ่อมดตาตี่อยู่คนหนึ่งซึ่งปลุกกาแฟพันธุ์ดีเอาไว้
ป๊ะป๋าโฮเอนไฮล์มจึงตัดสินใจบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากพ่อมด
พ่อมดตาตี่ผู้นี้
มีชื่อเสียขจรขจายในด้านใบหน้าที่ละม้ายคล้ายอุปกรณ์หุงหาอาหารชนิดหนึ่ง
ทั้งยังเคยมีข่าวว่าพ่อมดใจโฉดโปรดปรานการกินหัวใจของหญิงสาว... โฮเฮนไฮล์มแสนกังวลถึงสวัสดิภาพของทริชช่าซึ่งทั้งยังสาวและยังสวย
แต่ในขณะเดียวกันก็ห่วงอาการของลูกชายหัวแก้วหัวแหวน... เขาจึงสั่งเสียกับภรรยาไว้ว่าหากภายในสามวันตนยังไม่กลับมา
ให้หอบผ้าผ่อนพร้อมลูกชายหนีกลับไปอยู่บ้านแม่ยายลัสในทันที
3วันผ่านไป...
โฮเอนไฮล์มไปแล้วไปลับ
ทริชช่าซึ่งแสนจะเชื่อฟังซะมีจึงหอบผ้าหอบผ่อนหนีไปหาลัสตามคำสั่ง แต่ทว่าก็ไม่ทันพ่อมดใจโฉด
ที่ใช้บริวารมาฉกตัวบุตรชายสุดที่รักของทั้งคู่ไปต่อหน้าต่อตา
ผู้เป็นแม่ช็อคแทบคลั่ง
ที่แท้พ่อมดตี๋ไม่ได้เล็งแค่สาวๆ แต่ลามปามไปถึงหนุ่มเอ๊าะๆด้วยต่างหากเล่า!
เอ๊ะ รึหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ก็ไม่แคร์นะ? ทริชช่าเริ่มกังวลถึงชะตาสามี หากป่านนี้ไม่ได้กลายเป็นปุ๋ยในทุ่งกาแฟของพ่อมดชั่ว
ก็อาจกลายเป็นอย่างอื่นอยู่ในฮาเร็มของชายหน้าอืดคนนี้ไปแล้วก็ได้
แต่ยังถือเป็นเคราะห์ดีในเคราะห์ร้าย...
เพราะขณะที่พ่อมดแห่งไฟโฉบตัวมาชิงร่างที่ไร้สติของพ่อหนูเอ็ดเวิร์ดไป
และกำลังชื่นชมกับความน่ารัก น่าชัง น่า.... ของเด็กน้อยในอ้อมแขน ก็เป็นการสับสวิตให้กกฏเหล็กที่ผู้วิเศษเคยห้ามปรามไว้เริ่มทำงาน...
ฉับพลัน ร่างที่อายุยังไม่ทันถึงสิบห้าดีของเอ็ดเวิร์ด ก็กลายร่างเป็นเม็ดกาแฟคั่วไปอีกครั้ง
"เฮ้ย?! เกิดอะไรขึ้น"
พ่อมดรอยร้องเสียงหลง เมื่อจู่ๆเด็กน้อยน่ารักที่กำลังอุ้มอยู่เต็มๆมือเปลี่ยนแปลงมวลสารตัวเองจนลดขนาดลงเหลือไม่กี่ไมโครสโคป
เอ็ดคั่วเม็ดจ้อยร่วงหายลับสายตาพ่อมดหนุ่มไปยังแผ่นดินเบื้องล่าง
เมื่อคืนมวลสารเป็นเม็ดกาแฟคั่ว
คาเฟอีนในร่างกายก็เริ่มทำงานเป็นปกติ เอ็ดคั่วเริ่มรู้สึกตัวในไม่ช้า.....
"เฮ้ย!! นี่มันอะไรกัน"
เอ็ดคั่วรู้สึกงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ตะกี้ยังอยู่กับป่าป๊าหม่าม้าอยู่ดีๆ
ไหงตอนนี้มาเล่นบันจี้จัมป์ได้ล่ะเนี่ย
หลังจากpanicอยู่พักใหญ่
เอ็ดก็รู้ถึงความจริงที่ว่าเค้าได้กลับร่างเป็นเม็ดกาแฟคั่วไปซะแล้ว...
เมล็ดกาแฟพันธุ์เอ็ดร่วงละลิ่วปลิวลมลงมายังไร่แห้วของฮาวอคซึ่งเก็บเอ็ดขึ้นมาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
"ทำไมในที่ดินของเกษตกรไร่แห้วอย่างข้าถึงมีเม็ดกาแฟได้ล่ะหนอ...."
หลังจากเกาหัวพึมพำกับตัวเองอยู่ครู่ใหญ่
ฮาวอคจึงตัดสินใจนำเอ็ดคั่วไปหาแม่หมอดังเต้ซึ่งเป็นหมอผีประจำเมือง เพื่อขอคำแนะนำ
....ในกระโจมของแม่หมอ....
หมอผีสาวพินิจดูเมล็ดกาแฟที่เล็กแกรนผิดปรกติเม็ดนี้ด้วยท่าทีตรึกตรอง...
ดวงตาของนางเบิกโพลงเมื่อตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งนี้คืออะไร... จากตำรายาผีบอกที่ตกทอดผ่านมาหลายชั่วอายุดังเต้
สิ่งนี้แหล่ะคือสิ่งที่นางเฝ้าเพียรตามหามาเนิ่นนาน
Philosopher Bean..
รึเมล็ดกาแฟอาถรรพ์นั่นเอง
"ก็แค่เม็ดกาแฟพันธุ์ทาง"
ดังเต้แสร้งยักไหล่ ทำท่าเหมือนไม่ยี่หระต่อของชิ้นน้อยๆในมือ ทั้งที่จริงๆยังจ้องอยู่ตาเป็นมัน
"ปลูกไปก็คงไม่ขึ้น เจ้าทิ้งไว้ที่นี่แหล่ะ เอากลับไร่แห้วไปด้วยก็ไม่มีประโยชน์"
"ข้าก็ว่าอย่างนั้น"
ฮาวอคเกาหัวแกร่ก "แถมแค่เม็ดเดียว เอาไปชงดื่มก็คงไม่ได้ งั้นข้ายกให้ท่านละกัน
ขอตัวกลับไปดูแลไร่ของข้าต่อล่ะนะ"
"ขอให้ไร่แห้วของเจ้าจงเจริญงอกงาม..."
แม่หมอดังเต้อวยพรไล่หลัง
ก่อนจะหันมาจ้องกาแฟเม็ดกระจิ๋วหลิวพลางแลบลิ้นเลียปากแผล่บ
ในที่สุดเมล็ดกาแฟในตำนาน
ที่ว่ากันว่าสามารถบันดาลให้คนที่กินเข้าไปไม่แก่ไม่ตาย(แก่เมื่อไหร่ตายเมื่อนั้น)
ร่างกายไม่ต้องการการพักผ่อน(คาเฟอีนเข้าเส้น) ก็ตกมาอยู่ในมือของนางจนได้...
"ว่าแต่....กรรมวิธีคั่วบดเจ้าเมล็ดกาแฟนี่ล่ะ.."
แม่หมอพึมพำก่อนจะตะกุยกองสรรพตำรายาผีบอกออกมาค้นหาวิธี
"อ้อๆ...เจอแล้ว...ไหน..."นางคว้าแว่นตามาสวมก่อนจะอ่านต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ
"ขั้นแรก....ต้องมีหุ่นเหล็กต้องสาป...ข้อสอง...ต้องมีแมลงสาปนุ่งผ้าเตี่ยว...เอามาทำหยังฟะ?"
นางบ่นงึมงำก่อนจะเขวี้ยงหนังสือทิ้ง
"เล่นวิธีลัดดีกว่า
ไปยืมเครื่องคั่วกาแฟจากสตาร์บัคมาซะก็สิ้นเรื่อง" ว่าแล้วแม่หมอดังเต้ก็เอาเมล็ดกาแฟอาถรรพ์ใส่ถุงก่อนจะหย่อนลงตะกร้า
และพาเดินมุงหน้าเข้าไปยังตัวเมือง
ณ เมืองเซ็นทรัล
แม่หมอเดินซิกแซกหลบหมู่คนบนถนนใหญ่ แล้วผลักบานประตูกระจกเข้าไปสู่ร้านกาแฟป้ายเขียวชื่อดัง
"ยินดีต้อนรับค่า
จะรับซาลาเปา ขนมจีบ รึชำระค่าโทรศัพท์ไหมค้า ซื้อครบสามร้อยวันนี้แถมสแตมป์เพชรหนึ่งดวงนะคะ"
เสียงหวานๆจากเชสก้า พนักงานประจำเคาน์เตอร์เครื่องดื่มของสตาร์บัก...
(รึเปล่านะ) ขานรับขึ้น
"ฮิวซ์อยู่หรือเปล่า"
ดังเต้เชิดหน้าถามหาเจ้าของร้าน "ไปบอกเขาทีว่าข้าอยากพบ"
"ว่าไงจ๊ะ
แม่หมอ" หนุ่มใหญ่อารมณ์ดีผู้เป็นเจ้าของร้านเอ่ยทักพร้อมแป่ะไหล่ของนางจากด้านหลัง
ทำเอาดังเต้สติแตกไปนิดหน่อย "แวะมาหาถึงที่นี่ คงเพราะอดใจจะดูภาพคอลเล็คชั่นฤดูร้อนของอลิเซียจังไม่ได้แล้วสินะ"
"ข้ามายืมเครื่องบดกาแฟต่างหาก"
ดังเต้รีบเบือนหน้าหนีไปจากอัลบั้มที่ถูกกางพรึ่บขึ้นเบื้องหน้า "ขอยืมใช้เครื่องในครัวก็ได้
เดี๋ยวเดียวก็เสร็จธุระแล้ว"
"จะใช้เครื่องหรือ..."
ฮิวซ์เลิกคิ้วพลางเอามือเกาคาง "ไม่มีปัญหาหรอก ว่าแต่ ท่านใช้เป็นหรือแม่หมอ
ถ้าจำไม่ผิดตอนข้าไปเยี่ยมกระโจมท่านยังใช้โม่หินอยู่เลยนี่นา"
"กะอีแค่เครื่องคั่วกาแฟ
จะยากเท่าไหร่เชียว"
"ไม่ได้ ไม่ได้...
กาแฟเป็นเรื่องของศิลปะ... กว่าพนักงานของที่นี่แต่ละคนจะชงคาปูชิโน่ได้ยังต้องเข้าคอร์สฝึกตั้งนาน...
ถึงจะเป็นแม่หมอข้าก็ปล่อยให้ท่านชงกาแฟชุ่ยๆออกมาไม่ได้หรอกนะ"
"จะเรียกพนักงานมาชงให้
อัลฟอนส์~ มานี่หน่อยสิ~!"
To be continue